มีดพร้านาป้อ

มีดพร้านาป้อเวอร์ชั่น 2

ฟังเพลงเพราะๆจากyoutube.com/ขออนุญาตทางยูทูปดอทคอมด้วยนะครับที่นำเพลงมาประกอบบทเรียน

( ถ่ายณ งานบุนทาดหลวง คืนวันเพ็ญเดือน12 นครหลวงเวียงจันทน์ 14 พฤศจิกายน 2016)
เนื้อหากรุณาเลื่อนลงนะค่ะ

……………………………………………………………………..

ผู้สร้างไฟล์  นายศิริ จันตุด
วุฒิการศึกษา
สายสามัญ พ.ศ. 2509 ม.ศ.3 จากโรงเรียนยุวราษฎร์วิทยา (ปัจจุบัน โรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษา
สายอาชีพ ป.กศ. 2510 – 2511 จากวิทยาลัยครูสงขลา
กศ.บ. 2517 – 2518 วิชาเอกภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิ   
วิทยาเขต  ประสานมิตร  ถนน สุขุมวิท 23  กรุงเทพมหานคร เป็นนิสิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เป็นบัณฑิต รุ่นที่ 2
……………………………………………………………………….

1475409893

 

 

มีดพร้านาป้อเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านนาป้อ องค์การบริหารส่วนตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตีมีดพร้าและเครื่องมือทางการเกษตรอื่นอีกหลายชนิด
เนื้อหาต่างๆจะแบ่งออกเป็นบทๆดังนี้
บทที่ 1 ประวัติชุมชน
บทที่ 2 ประวัติการตีมีด
บทที่ 3 โรงงานตีมีด
บทที่ 4 ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน
บทที่ 5 อุปกรณ์ในการตีมีด
บทที่ 6 การตีมีด
บทที่ 7 การจำหน่าย
บทที่ 8 ปัญหาและอุปสรรค
– บรรณานุกรม
– ภาคผนวก
………………………………………………………………………………………………..
 
                                              คำนำ
 
 
  หลักสูตรท้องถิ่นเรื่อมีดพร้านาป้อเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตีมีดของชุมชนบ้านนาป้อ ตำบลควนปริง อำเภเมืองตรัง เพื่อให้ทราบถึงวิวัฒนาการของการตีมีดพร้า ความเป็นมา เหล็กที่ใช้ ขั้นตอนของการตี ผลิตภัณฑ์ต่างๆจากโรงตีมีด เหมาะสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษาและท่านที่สนใจทั่วไป ผู้เขียนเขียนขึ้นจากประสบการ์ตรง เนื่องจากผู้เขียนอยู่ในครอบครัวของช่างตีมีด บิดาเป็นช่างตีมีดมาตั้งแต่เกิดและผู้เขียนเคยช่วยบิดาตีมีดด้วย เนื้อหาและกรรมวิธีในการตีอาจจะแตกต่างจากแหล่งตีมีดแหล่งอื่นๆบ้างเพราะนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชุมชนแห่งนี้ เนื่อหาคิดว่าสมบูรณ์ที่สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านคิดว่าบางตอนผิดพลาดต้องการชี้แนะ แก้ไขก็ติดต่อไปยังผู้เขียนตามที่อยู่ที่ให้ไว้ข้างล่างนี้นะครับ เนื้อหาเขียนขึ้นเพื่อเป็นบทเรียนเท่านั้น หากท่านผู้อ่านท่านใดต้องการติดต่อทางธุรกิจก็ขอให้ติดต่อกับเจ้าของโรงงานโดยตรงตามที่อยู่ข้างล่างสุดนะครับ
ท้ายสุดนี้ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่สนใจข้อเขียนนี้
 
                                                                    (นายศิริ  จันตุด)
14/1 หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง 92000 โทรศัพท์ 091 971 3154
E – mail : siri_2492@hotmail.com , zirin2557@hotmail.com
…………………………………………………………………………………………………….
แบบทดสอบก่อนเรียน
 
คำสั่ง ให้กาเครื่องหมาย / ที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
 
1. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
     ก  มีดมีสองแบบคือห้วตัดกับหัวงอ   
     ข  ถ่านที่ใช้คือถ่านไม้โกงกางกับไม้ยางพารา
     ค  การใช้ความร้อนตีมีดใช้สูเครื่องเป่าลมไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
     ง  การลับมีดใช้เครื่องลับมีดแบบเคลื่อนที่ดีกว่าแบบติดอยู่กับที่
 
2. มีดพร้านาป้อมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด
     ก  ภาคกลาง   ข  ภาคใต้   ค  ิภาคเหนทอ   ง   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. การตีมีดเริ่มมาตั้งแต่สมัยใด
     ก  อยุธยาตอนต้น  ข  สุโขทัย  ค  รัตนโกสินทร์ตอนปลาย  ง  อยุธยาตอนปลาย
4. ผลผลิตข้อใดไม่ใช่ผลผลิตจากโรงตีมีด
     ก  จอบ   ข  ค้อน   ค ตะขอเกี่ยวกระเบื้อง  ง  เสียม
5. เหล็กชนิดใดใช้เวลาตีนานที่สุด
     ก   เหล็กแผ่น   ข  เหล็กมัด  ค  เหล็กรางรถไฟ   ง  จานรถไถนา
6. ถ่นที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงนำมาจากไม้อะไร
     ก  ไม้โกงกาง   ไม้พยอม   ค   ไม้เคี่ยม  ง   ไม้ยางพารา
7. เหล็กแหนบคือเหล็กอย่างไร
     ก  แหนบรถกะบะ   ข  แหนบรถสิบล้อ  ค  แหนบรถบรรทุก  ง  แหนบรถไถนา
8. การชุบใช้น้ำอย่างไร
     ก น้ำอุ่น   ข น้ำร้อน   ค  น้ำมัน   ง  น้ำเย็น
9. ธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเหล็ก
     ก  คาร์บอน   ข   นิเกิล   ค  ซิลิคอน  ง  แมงกานีส
10. ขั้นตอนสุดท้ายของการตีเหล็กคือขั้นตอนใด
     ก   ชุบ    ข   ลับ    ค   ขึ้นบ้อง   ง  ตัดเหล็ก
………………………………………………………………………………………………….
เฉลย:  ก  ข้อ 7  ข้อ 9  ข้อ 10
          ข  ข้อ 2
          ค  ข้อ 4  ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 1
          ง  ข้อ 3  ข้อ 8
…………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 1 ประวัติชุมชน
คำว่านาป้อหมายถึงชุมชนหนึ่งอยู่ในตำบลควนปริง มีอาณาเขตค่อนข้างจะใหญ่ใช้เรียกชุมชนในหลายหมู่บ้าน คำว่านาป้อ นับบริเวณของหมู่ที่ 1 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 8และหมู่ที่ 9 อยู่ในการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลควนปริง
คำว่า “นาป้อ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกชุมชนนั้น เล่ากันมาว่าแต่เดิมบริเวณทุ่งนาทางทิศเหนือซึ่งเป็นอาณาเขตของหมู่ที่ 1, 3 ม7 ม8และ 9 เป็นทุ่งป่าละเมาะมีต้นกะพ้ออยู่เป็นส่วนใหญ่ เมื่อชาวบ้านบุกเบิกทำเป็นที่นาจึงเรียกว่า นากะพ้อ ต่อมาเพี้ยนเป็น นาพ้อ และนาป้อ ในที่สุด ปัจจุบันบริเวณที่ทำนาดังกล่าวไม่มีการทำนาแล้ว ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุค สมัย ที่นาบางส่วนถูกขายให้นายทุนปลูกปาล์มน้ำมัน บางส่วนปลูกยางพรา บางส่วนใช้เป็นโรงตีมีด ( เช่นของนายประเวช ชิตจันทร์ เป็นต้น) ทุ่งนาดังกล่าวเมื่ทางรัฐบาลได้ตัดถนนเลี่ยงเมืองตรังทำให้เป็นส่วนหนึ่งบริเวณวงแหวนรอบใน
องค์หการบริหารส่วนตำบลควนปริง
สภาพทั่วไป
ที่ตั้ง ตำบลควนปริง เป็นตำบลหนึ่งใน 15 ตำบลของอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองตรังทางทิศใต้ ประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากท่าอากาศยานตรังประมาณ10 กิโลเมตร
ภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศของตำบลควนปริง มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมทุกปี ในบริเวณ หมู่ที่ 2 ,4 , 5 และหมู่ที่ 6 และเป็นที่ราบลุ่มบางตอนของ หมู่ที่ 1 , 3 , 7 , 8 และ 9 ลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินตื้นถึงปานกลาง มีการระบายน้ำได้เร็ว เป็นดินเนื้อละเอียดที่มีก้อนกรวดหรือศิลาแลงปะปน บางแห่งจะมีก้อนศิลาแลงขนาดใหญ่โผล่อยู่ทั่ว ๆ ไป พบในสภาพพื้นที่ราบ
สภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน
ลักษณะภูมิอากาศของตำบลควนปริงทั่วไปเหมือนกับภูมิอากาศของอำเภอเมืองตรัง คือ ได้รับน้ำฝนจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคมและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือนตุลาคม เดือนเมษายนและมีฝนตกชุกในเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ปริมาณน้ำฝนตลอดปีประมาณ 2,117.2 มิลลิเมตร/ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552)
แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญในตำบลควนปริง
– แม่น้ำตรัง ไหลผ่านหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ไปตามแนวตะวันออกมีความยาวประมาณ 3,000 เมตร – คลองควนปริง (แยกจากแม่น้ำตรัง) ไหลผ่านหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ไปตามแนวตะวันออก – คลองเมือง (แยกจากคลองควนปริง) ไหลผ่านหมู่ที่ 2 , 4 และหมู่ที่ 8 บางส่วน – ห้วยโคลน (เป็นห้วยน้ำที่แยกมาจากพรุขามของตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ) ไหลผ่านหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 7 บางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำใช้ตลอดปี มีความยาวประมาณ 3,000 เมตร
ข้อมูลสาธารณูปโภค (ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์)
ประปาหมู่บ้านมี 14 แห่ง -บ่อโยกมี 3 บ่อ -การไฟฟ้า มีไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้านและทุกครัวเรือน -การโทรคมนาคม มีโทรศัพท์สาธารณะ 9 แห่ง -โทรศัพท์ภายในบ้าน จำนวน 300 หลังคา – ฝายน้ำล้น 1 แห่ง
อาณาเขตตำบล

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางหมาก อำเภอกันตัง
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลทับเที่ยงและตำบลโคกหล่อ
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลควนธานี อำเภอกันตัง

จำนวนหมู่บ้าน 9 หมู่บ้าน
ตำบลควนปริง แบ่งการปกครองเป็น 9 หมู่บ้าน อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ปี 2549 ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านเกาะปริง
หมู่ที่ 2 บ้านโคกสะท้อน
หมู่ที่ 3 บ้านไซหนุน
หมู่ที่ 4 บ้านหลวนช้าง
หมู่ที่ 5 บ้านควนปริง
หมู่ที่ 6 บ้านควนปริง
หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งหวัง
หมู่ที่ 8 บ้านนาป้อ หมู่ที่ 9 บ้านกลาง
สภาพทางเศรษฐกิจ
อาชีพ
– ทำสวนยางพารา
– รับจ้าง
– ทำการเกษตร
– ตีเหล็ก ประเภทเครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะ
หน่วยธุรกิจในเขต อบต.
– โรงงานอุตสาหกรรม 1 แห่ง ( บมจ.ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด )
– โรงงานบรรจุแก๊ส 1 แห่ง
– สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 1 แห่ง
– โรงแรม 1 แห่ง
– ร้านค้า 46 แห่ง
– บ้านเช่า 24 แห่ง
– หอพัก 8 แห่ง
– อู่ซ่อมรถยนต์ 7 แห่ง
– ตลาดนัด 2 แห่ง
– ร้านอาหาร 12 แห่ง
– ประเภทบริการต่างๆ 21 แห่ง
– โรงงานขนาดเล็ก 1 แห่ง – คลังสินค้า 2 แห่ง
การบริการพื้นฐาน

การคมนาคมของตำบลควนปริง มีการคมนาคมทางบกโดยมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 403 และทางหลวงชนบท หมายเลข 22051 เป็นถนนสายหลัก สภาพถนนส่วนใหญ่เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้การคมนาคมไม่สะดวกนัก การบริการในตำบลระหว่างตัวเมืองตรังมีรถยนต์โดยสารรับจ้างประจำทาง(รถสามล้อ) และรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำทางให้บริการตลอดทั้งวัน
การโทรคมนาคม
– มีตู้สัญญาณโทรศัพท์ TOT
แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค
– แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในตำบล ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากระบบประปาหมู่บ้าน และบ่อน้ำตื้น มีระบบประปาส่วนภูมิภาคบางในถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสายกันตัง ในหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 แต่ในช่วงฤดูแล้งจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากบ่อน้ำตื้น และระบบประปาบาดาลส่วนใหญ่แห้ง และต้องขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นทุกปี
สภาพทางสังคม
สถาบันการศึกษา
– ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลควนปริง 1 แห่ง
– โรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง
– โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา 2 แห่ง
– มหาวิทยาลัย 1 แห่ง
องค์กรทางศาสนา
– วัด 2 แห่ง
– มัสยิด 5 แห่ง
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
– ที่ทำการสายตรวจตำรวจตำบล 1 แห่ง
หน่วยงานต่างๆ
– ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร 1 แห่ง

 

…………………………………………………………………………………………………
บทที่ 2 ประวัติการตีมีด

การตีมีดไม่ทราบประวัติที่แน่นอนว่าเริ่มตีตั้งแต่เมื่อใด ถามคนเฒ่า คนแก่บอกว่า เมื่อเขาเกิดมาก็เห็นมีการตีมีดกันแล้ว ทราบจากเวลาบวงสรวงบรรพบุรุษที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาตีมีด จะเอ่ยนามถึงชื่อ หม่อมเพชร (เพ็ด) หม่อมคง พระยาโถมน้ำ พระยาโถมไฟ (จากคำบอกเล่าของนายโอะ จับปรั่ง ช่างตีมีดคนหนึ่ง/ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) รุ่นต่อมาก็โต๊ะผมเด็น (โต๊ะเป็นคำเรียกญาติผู้ใหญ่ของศาสนาอิสลามใต้ หมายถึง ปู่ ย่า ตา ยายหรือผู้อาวุโสอื่นๆ)เป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะเอ่ยถึงช่างโกบ ช่างสา ช่างปาน ช่างหลีช่างเหนาะ ช่างแดง ฯลฯ เป็นต้น
ในการบวงสรวงจะประกอบพิธีในเดือนหก ทางจันทรคติ ซึ่งจะตรงกับเดือนพฤษภาคม การบวงสรวงจะมีด้ายแดง ด้ายขาวจะผูกเวียนเครื่องมือทุกชิ้นที่ใช้ในการตีมีด นอกจากนั้นจะมีข้าวตอก ดอกไม้ ขนมโคลูกใหญ่ 1 ลูก ขนมโคลูกเล็กๆหลายลูก ขนมโคลูกเล็กมี่ทั้งแบบมีใส้และไม่มีใส้ ขนมโไม่มีใส้มีทั้งลูกสีขาวและสีแดง มะพร้าวอ่อน ธูป เทียน ข้าวแกง หมากพลูทั้งที่ตำละเอียดและยังไม่ได้ตำ เมื่อกล่าวบวงสรวงเสร็จก็จะเอาน้ำมะพร้าวรดอุปกรณ์ทุกชิ้น จากนั้นก็จะรับประทานอาหารร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี
จากการสอบถามคุณประเวช ชิตจันทร์ เจ้าของโรงตีมีดกล่าวว่า การตีมีดมีมาประมาณ 5 – 6 ชั่วคนๆคนละ 50 ปีก็ประมาณ 300 ปีแล้ว คงจะช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายอาจจะตรงกับรัชชสมัยของพระบรมโกศ (2275-2301) พระเจ้าอุทุมพร (2304 – 2339)หรือ พระเจ้าเอกทัศน์ (2301 – 2310 ) (ผู้เขียน)ก็ได้

(ดูเพิ่มเติมรายนามพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาได้ที่ http://www.thaigoodview.com/node/2107)


จากคำบอกเล่า(คุณประเวช ชิตจันทร์เล่าว่าในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้ ณ ระนอง)เจ้าเมืองตรังมีการตัดถนนจากตรังไปพัทลุงได้ใช้คนงานจำนวนวนมากในการบุกร้างถางพง สิ่งสำคัญที่อำนวยความสะดวกและเป็นเครื่องมือก็คือมีดพร้านาป้อนั่นเอง
ปัจจุบันพิธีบวงสรวงหาดูได้ยากขึ้นเพราะคติทางศาสนาอิสลามให้ยึดมั่น ถือมั่นในพระองค์อัลเลาะห์องค์เดียวห้ามกราบไหว้ ยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รูปปั้น เครื่องรางของขลังใดๆหรือบุคคลอื่น พิธีนี้ได้ยกเลิกไป แต่ยังหาดูได้จากโรงตีมีดบางโรง

(จากข้อเขียนของคุณวันใหม่ ชิตจันทร์ ซึ่งเป็นบุตรชายของคุณประเวช ชิตจันทร์เจ้าของโรงตีมีดประเวชกล่าวว่า 

    ถิ่นกำเนิดเมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา ณ หมู่บ้านเล็กๆมีผู้คนนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ติดกับอำเภอบางรัก (อำเภอเมืองในปัจจุบัน)มีชื่อเรียกว่า “บ้านนาป้อ” แต่เดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอกันตัง ต่อมาหลังจากการเปลั่ยนแปลงการปกครองปรับมาอยู่กับอำเภอบางรัก (อำเภอเมือง)ได้ถือกำเนิดผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาขึ้นมาคือ “มีดพร้านาป้อ” โดยที่นายเพชรกับนายคงได้จูงควายไปขายแขก(ชาวอินเดีย)ที่ท่าเรือกันตัง เมื่อขายควายได้ก็ไปนั่งพักผ่อนที่ท่าเรือกันตังและได้พบกับเรือผุพังถูกทิ่งไว้ริมคลอง เลยเอาไม้ไปเขี่ยไปทุบ ปรากฏว่า ตะปูตอกเรือหลุดออกมาหนึ่งตัว ก็เลยนำกลับมาบ้านคือบ้านนาป้อ ต่อมาได้นำตะปูที่มีความยาวประมาณ 6 นิ้ว ยาวประมาณ 6 หุน ปากแบนคล้ายสิ่ว  หัวตะปูโค้งงอ ไปทำไร่ โดยเอาตะปูไปตำดินให้เป็นช่องรู(เรียกว่าแทงสัก) อยู่มาวันหนึ่งนายเพชรกับนายคงได้ทำไร่ในแปลงเดียวกัน แบ่งหน้าที่กันทำ นายนเพชรมีหน้าที่ตำดินให้เป็นรูโดยใช้ตะปุ นายคงมีหน้าที่เก้บเศษไม้ กิ่งไม้ออกจากแปลงไร่แล้วเผาไฟ ตอนที่เกิดเหตุนายเพชรแทงสักแล้วอ่อนล้าไปนอนพักผ่อนที่ใต้ต้นไม้แล้วทิ้งตะปูไว้ นายคงมองไม่เห็นตะปูที่ทิ้งไว้ จึงนำเศษไม้ กิ่งไม้ไผ่มาทับถมแล้วจุดไฟเผา จากนั้นก้เกิดไฟลุกและเผาตรงที่กองไม้ไว้ทำให้เกิดเสียงดัง ปัง ปัง ปังสามสี่ครั้ง นยายเพชรที่นอนหลับอยู่ตกใจตื่นแล้วมองไปที่เสียงดัง และตกใจขึ้นเมื่อมองไปเห็นตรงที่ตั้งตะปูไว้ตอนนี้กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่และกำลังลุกโชนอยู่ ด้วยความคิดไปว่า ตะปูน่าจะเป็นขี้เถ้าไปหมดแล้ว แต่ทันใดนั้นนายเพชรได้เรียกนายคงให้ไปช่วยกันเขี่ยกองไฟเพื่อหาตะปูให้เจอ และก็เจอตะปูจริงๆ แต่แทนที่ตะปูจะเป็นขึ้เถ้าเหมือนกับไม้ที่ถูกไฟเผาไปนั้น กลับกลายเป็นสีแดงเหลืองและร้อนมาก นายคงตัดสินใจเอาไม้คีบตะปูที่กำลังแดงร้อนอยู่นั้นไปจุ่มในหนองน้ำเล็กๆและนำขึ้นมาจับมันกลับไม่ผุและยังแข็งแกร่งอยู่ เลยนำกลับไปตำรูดินต่อไป และตำรูดินได้ดีกว่าเดิมเพราะมันแข็งและคม ทนมากขึ้น(ได้ค้นพบการชุบเหล็กแข็งขึ้นทันที)นายเพชรกับนายคงได้ใช้ตะปูนั้นในการเจาะไม้ โค่นต้นไม้และใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย  ต่อมาเขาได้คิดต่อกับตะปูอันนั้น เพราะตะปูยาวตั้ง 6 นิ้ว แต่ใช้ประโยชน์แค่ปลายของตะปูนั้นนิดเดียว คือกว้างแค่ 6 หุน ได้ตัดสอนใจโดยนายเพชรเอาก้อนหินมาตั้งแล้วเอาตะปูมาวางบน และเอาก้อนหินอีกก้อนทุบ ปรากฏว่าก้อนหินแตกหมด แต่ตะปูยังไม่แบน เลยคิดได้ว่าเอาตะปูไปเผาไฟให้แดงแล้วใช้ไม้คีบมาทุบใหม่ ปรากฏว่าทุบแล้วตะปูได้แบน เลยได้ทุบหัวตะปูที่งออยู่ให้แบนและกว้างขึ้นด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านไว้เหมือนเดิมตลอดทั้ง 6 นิ้ว เมื่อบางจนกลายเป็นคมแล้วก็เอาก้อนหินมาถูคมขึ้นอีกหลังหลังจากเป็นคมได้ที่แล้วก็เอาไปเผาไฟและชุบน้ำจนเกิดความคม ทนขึ้นมาเอาส่วนที่เป็นคมเดิม 6 หุนเสียบเข้าไปในไม้ไผ่แล้วมัดกลายเป็นด้าม ส่วนที่เหลือ้ป็นคมมีด จึงกลายเป็น”มีดพร้านาป้อ”ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพัฒนารูปแบบและลักษณะต่างๆ ต่อมาได้พัฒนามาเรื่อยๆ เช่น การพัฒนาส่ววนที่เสียบไม้มาเป็น”กัณฑ์”มีด เพื่อเสียบให้เกิดความกระชับมากขึ้น รูปแบบก็พัฒนามาให้เหมาะกับงาน และได้พัฒนาครั้งยิ่งใหญ่คือ ครั้งหนึ่งที่สร้างเมืองตรังที่ควนธานี ท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี(คอวิมบี้ ณ ระนอง) หรือเจ้าคุณเทศาเป็นเจ้าเมืองตรังอยู่ที่กันตัง ต้องการที่จะสร้างเมืองให้อยู่ตรงกลาง เลยจับเอาที่ควนธานีเป็นที่เป็นที่ตั้งและได้สั่งมีดพร้านาป้อไปถางป่าที่ควนธานี ก็ได้ถางป่าได้สำเร็จ ต่อจากนั้นท่านก็ได้คิดสร้างถนนจากตรังไปพัทลุงโดยผ่านเทือกเขาบรรทัดหรือเขาพับผ้า ก็ได้สั่งมีดไปถางป่าเพื่อตัดถนน สั้งไปประมาณ 20 – 30 เล่ม นำไปให้นักโทษถางป่าจากทับเที่ยงมุ่งหน้าไปพับผ้า ปรากฏว่าจากทับเที่ยงผ่านนาหลวง ผ่านนาโยง ผ่านบ้านช่อง นักโทษถางป่าไปตามปกติ ล้มไม้ได้ตลอดทาง แต่เมื่อขึ้นเขาพับผ้าเมื่อไร ปรากฏว่าถางป่าเลียบห้วย เลียบคลอง ผ่านเหวเพียงวันเดียวมีดพร้าจำนวน  30 ด้ามหายหมด เจ้าคุณเทศาถามนักโทษที่ถางป่าว่า มันหายไปไหนหมด ท่านคิดว่านักโทษจะขโมยมีดพร้า ตามีด(ตัวมีด)ได้ตกลงไปในเหวบ้าง ลำห้วยบ้าง ตามเก็บกลับมาไม่ได้ ไม่เหมือนกับพื้นที่ราบเลยหายหมด เจ้าคุณเทศาก็กลับมาที่บ้านนาป้อ มาสั่งมีดพร้าใหม่อีก 20 ด้าม แต่การสั่งคีั้งนี้ท่านได้บอกกับช่างตีมีดว่า “กูคือเจ้าคุณเทศาจะไม่เอามีดพร้าแบบเหล็กเสียบไม้คือแบบกัณฑ์ แต่กูจะเอาแบบไม้เสียบเหล็ก กูว่าน่าจะทนกว่า” (เพราะเหล็กเสียบไม้คือแบบกัณฑ์ เมื่อไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ตัวมีดจะหลุดออกจากด้ามมีดบ่อยครั้ง) ช่างตีมีดเมื่อได้ยินดังนั้นก็คิดหนัก ไม่รับปากก็ไม่ได้ และถ้าทำไม่ได้ก็กลัวเจ้าเมืองจะลงโทษก็เลยคิดหาวิธีจากที่ตีเป็นกัณฑ์โดยทำให้เป็นกลมแล้วเล่มที่ปลาย กลับมาเป็นตีให้แบนกว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาว 4 นิ้วครึ่ง แล้วม้วนเป็นบ้องทำให้กลม ไว้สำหรับเอาไม้กลมๆมาตัดต่อเป็นด้ามมีด ดั่งคำปรัชญา “กูจะเอามีดพร้าแบบไม้เสียบเหล็กจะไม่เอาแบบเหล็กเสียบไม้” จนกลายมาเป็นพังเพยว่า “อย่าทำตัวเป็นแบบเหล็กเสียบไม้ เจ้าคุณเทศามารับมีดและนำกลับไปให้นักโทษถางป่าต่อไปจนถึงจังหวัดพัทลุงได้สำเร็จเพราะมีดพร้านาป้อ(มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานที่ร้านอาหารบนเขาพับผ้า ช่วงตรัง ข พัทลุง) ซึ่งต่อมาไดเพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นเช่น ขวาน มีดครัว มีดปังตอ จอบ เสียม ต่างๆ
จากเรื่องราวดังกล่าวมีดพร้านาป้อน่าจะพัฒนามาก่อนนี้มากเพราะเรื่องเล่าดังกล่าวเล่าในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนปลายนี้เอง – ผู้เขียน ดูประวัติพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบีี)โปรดไปที่
http://naranong.net/history04.html )


………………………………………………………………………………………………..

บทที่ 3 ผลผลิตจากโรงงาน
       โดยความเป็นจริงแล้วแม้จะชื่อว่าโรงตีมีดหรือโรงตีเหล็กแต่ในโรงงานยังผลิตอุปกรณ์อื่นๆอีก เช่น จอบ เสียม คราด เหล็กขุด เหล็กตัดทะลายปาล์ม มีดตัดหญ้า มีดอีโต้ กรรไกรหนีบหมาก มีดกรีดยางเป็นต้น

มีดที่โรงงานตีจะมี  5 ขนาดหรือเรียกว่า 5 เบอร์ ดังนี้
1.เบอร์ 0 เป็นมีดเบอร์ใหญ่ที่สุด จะตีตามใบสั่งของลูกค้า
2. เบอร์ 1 ขนาดความยาวของมีด 14 นิ้วครึ่ง
3. เบอร์ 2 ขนาดความยาว 14 นื้ว
4. เบอร์ 3 ขนาดความยาว 13 นิ้วครึ่ง
5. เบอร์ 5 เป็นเล่มเล็กที่สุด ใช้เป็็นของฝาก


มีดหัวแหลม


มีดหัวตัด


มีดแก้วหน้าม้า

เหล็กขนทะลายปาล์ม

 


เหล็กขุด (ทองเสี้ยว)


มีดปังตอ


มีดอีโต้ มีดปังตอ


จอบ

จอบ

ขวาน


ขวาน


มีดไอ้ครก ใช้พกพาส่วนตัว


มีดคอ


มีดที่ลับเสร็จแล้วรอชุบ



กรรไกรหนีบหมาก


เหล็กพรวนดิน

กระต่าย (เหล็กขูดมะพร้าว)




 บนสุด มีดเกี่ยวหญ้า (ตัดหญ้าให้วัวชน)
อันกลาง เหล็กขุด ล่างสุดมีดแก้วหน้าม้า

 

………………………………………………………………………………………………..
บทที่ 4 โรงงานตีมีด

โรงงานตีมีดเป็นโรงเรือนที่สร้างเล็ก ใหญ่ตามจำนวนเตา ยิ่งหลายเตาโรงเรือนก็จะมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ปกติถ้าเตาเดียวจะมีขนาด 4×6 เมตรหรือ 5×7เมตร ถ้าเป็น 10 เตาจะมีขนาดประมาณ 9×20 เมตร หลังคาเมื่อก่อนจะมุงด้วยจาก ปัจจุบันมุงด้วยสังกะสีหรือกระเบื้อง ไม่มีฝากั้นทั้งสี่ด้าน เปิดโล่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
โรงงานตีมีดในชุมชนตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรังมีดังนี้
1. โรงงานของนายประเวช ชิตจันทร์ จำนวน 12 เตา คนงานประมาณ 30 คน ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
2. โรงงานของนายจรูญ สีผม จำนวน 4 เตา คนงาน 10 คน ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
3. โรงงานของนา่ยนัตย์ ชิตจันทร์ จำนวน 2 เตา คนงาน 5 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
4. โรงงานของนายแจ้ง โปหลง จำนวน 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
5. โรงงานของนายยะผาด โสะหาบ 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
6. โรงงานของนายมะสะเหม จับปรั่ง  จำนวน 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
7. โรงงานของนายหมูด ชัณวิจิตต์  จำนวน 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
8. โรงงานของนายหร้อเหม ขาวเหมาะ (นันทนาการช่าง) จำนวน 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง
9. โรงงานของนายฮาหรูน สัญวงษ์  จำนวน 1 เตา คนงาน 2 คน  ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง ตรัง


โรงงานตีมีดของนายประเวช ชิตจันทร์


โรงงานของนายฮะหรูน สัญวงษ์





โรงงานของนายยะผาด โสะหาบ






โรงงานของนายมะสะเหม จับปรั่ง

 

ใบจากที่ใช้มุงหลังคา

………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 5 อุปกรณ์ในการตีมีด

ในโรงตีมีดมีอุปกรณ์ดังนี้

1. เตา ขนาดกว้าง x ยาว = 106 x 200 เซ็นติเมตร
สูง 85 – 100 เซ็นติเมตร



2.ทั่งใช้สำหรับตีแผ่มีด ตกแต่งมีด ส่วนมาก ใช้ทั่งมากกว่าเครื่องมือชนิดอื่นๆ
ทั่ง มี 2 แบบ คือ
2.1 แบบทรงกระบอก เป็นทั่งที่มีมาแต่ก่อน เป็นทรงสูง สูงประมาณ 60 เซนติเมตร หน้าทั่งกว้างประมาณ11 – 14 นิ้ว ด้านล่างฝังลงไปในดิน
ขนาดของทั่งสำหรับงานตีมีด
ทั่งที่ดีควรมีขนาดเหมาะสมกับ การใช้งาน มาตรฐานของงานตีมีดงานร้อน กำหนดให้ขนาดทั่งอยู่ที่ขนาด 35 กิโลกรัมขึ้นไป หรือบางคนจะกำหนดว่าทั่งที่ใช้จะต้องมีน้ำหนักประมาณ 50 เท่าของค้อนหลักที่ใช้ คนไทยเราตัวเล็กๆหวดค้อน 4 ปอนด์สงสัยจะไม่ไหวส่วนใหญ่จะใช้กัน 600 ถึง 1000 กรัมโดยประมาณ ดังนั้นสมมุติว่าเราใช้ค้อนหลัก 1 กิโลกรัม หมายความว่าเราควรใช้ทั่งที่น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมครับ


 

2.2 แบบแบน ปัจจุบันจะใช้แบบนี้ เพราะหาซื้อง่ายในท้องตลาด



3. ค้อน ใฃ้สำหรับตีแผ่ ชึ้นรูปมีด ค้อนมี 2 แบบ คือแบบด้ามสั้น ลูกเล็กกว่าแบบที่ 2 สำหรับนายช่าง และอีกแบบสำหรับนายช่างคนที่สอง(ลูกน้อง)มีขนาดใหญ่กว่า ด้ามยาวกว่า คิดเป็นน้ำหนักเป็นปอนด์

4. คีม ใช้สำหรับจับแท่งเหล็ก มีชนิดปากเหมือนกันทั้งสองข้าง และอีกแบบเป็นคีมข้างหนึ่งปากแบนกว่าอีกข้าง


 

5. ตะหมัง เป็นแท่งเหล็กรูปกลม ใช้สำหรับโค้งงอปลายเหล็กส่วนที่เป็นหัวมีด

 

 

6.โดะ ใช้สำหรับขึ้นบ้องมีด ตกแต่งบ้องมีดให้กลม เป็นแท่งเหล็กยาวๆ ส่วนบนโค้งและงอ

m52
7. แท่งเหล็กกลม ใช้สำหรับตกแต่งบ้องมีดให้กลม


8.ไม้กวาดถ่าน สำหรับกวาดถ่านจากที่เก็บถ่านบนเตามาใส่เตาไฟ


9. ตะแกรงร่อนถ่าน ถ่านเมื่อใช้เผาไฟครั้งแรกอาจจะมีเศษเป็นก้อนๆอาจจะเป็นก้อนที่ใหญ่ๆสามารถนำมาใช้ได้อีกจึงใช้ ตะแกรงร่อนเพื่อเอาแต่ก้อนโตๆ


10.เครื่องตัดเหล็ก ใช้สำหรับตัดเหล็กออกเป็นท่อนๆ


11. เครื่องลับมีด ใช้ลับมีด มี 2 แบบ คือแบบมือถือและแบบติดตั้งถาวร

แบบมือถือ

 แบบสายพาน ติดตั้งถาวร
12. สูบลม ใช้สำหรับสูบลมเพื่อไปเป่าไฟในเตา เป็นรูปทรงกลม ยาวประมาณ 2 เมตร ปัจจุบันเลืกใช้แล้ว


13. สวิทซ์ไฟฟ้า เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวเป่าลมแทนสูบลม
14. เครื่องตีเหล็กสำเร็จรูป ใช้ตีเหล็กอัตโนมัติ ตัวเครื่องส่วนที่เครื่องตีจะทำงานตลอดเวลา ใช้คนงานเพียงคนเดียวใส่เหล็กที่ตีตลอดเวลา แต่เครื่องนี้ใช้สำหรับตีแผ่ตัวมีดอย่างเดียว ส่วนการขึ้นบ้องไม่สามารถกระทำได้

 


15. เครื่องเชื่อม ใช้เชื่อมเหล็กเข้าด้วยกัน




16.ถ่าน 


ถ่านที่ใช้ใช้ถ่านไม้เคี่ยมเพียงอย่างเดียว ไม้ชนิดอื่นไม่ปรากฏว่านำเอามาใช้และส่วนที่นำมาเผา ถ่านที่ใช้เผาเหล็กจะต้องผ่านการเผาจากที่อื่นก่อน ส่วนที่นำมาเผาคือส่วนที่เป็นตอ และจะต้องเป็นรากที่ฝังอยู่ในดิน เมื่อเผาเสร็จแล้วจะโกยใส่กระสอบ พ่อค้าคนกลางจะไปรับซื้อ มาจำหน่ายอีกทีหนึ่ง  สาเหตุที่ใช้ไม้เคี่ยมก็เพราะไม้ชนิดนี้เมื่อเผาแล้วจะไม่เป็นขี้เถ้า แต่จะเป็นก้อนเล็ก เมื่อนำมาเผาเหล็กจะให้ความร้อนที่ดี ไม่เป็นขี้เถ้าแบบมอดเช่นไม้ทั่วๆไป
เมื่อก่อนชาวบ้านจะหาตอ (ราก)ไม้เคี่ยมใกล้ๆบ้านแต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะขุดมาเผาจนหมด ต้องนำมาจากกระบี่เสียเป็นส่วนใหญ่
เคยนำถ่านลิกไนต์มาใช้ทดแทนถ่านไม้เคี่ยมแต่ปรากฏว่าใช้ค่อนข้างยุ่งยาก ติดไฟคงที่ อุณหภูมิสูงเกินไป ควบคุมอุณหภูมิไม่ได้จึงเลิกใช้

ต้นเคี่ยม (ภาพจากhttp://www.nanagarden.com )


ถ่านไม้เคี่ยม บรรจุกระสอบ


 

17. อ่างน้ำ สำหรับชุบมีด

 

18.สี แปรงทาสี น้ำมันเคลือบเงา ทินเนอร์ ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อผลทางการค้า ทำให้ลักษณะมีดสวยงาม เป็นที่สนใจของลูกค้า

 

…………………………………………………………………………………………………
บทที่ 6 การตีมีด

 

ในขั้นตอนการตีมีดนี้พอจะแบ่งขั้นตอนออกได้ดังนี้
ก. การเตรียมเหล็ก
ข. การขึ้นบ้อง
ค. การตีแผ่ตัวมีด
ง. การลับ
จ. การชุบ
ฉ. การตกแต่ง
การเตรียมเหล็ก
เหล็กที่จะเอามาตีเป็นมีดนั้นมีหลายชนิด คิอ เหล็กสำเร็จรูปจากโรงงานซึ่งจะเป็นเหล็กเป็นมัดๆ ทางโรงงานตีมีดจะเรียก เหล็กมัด ซึ่งเหล็กชนิดนี้ไม่ต้องเตรียมอะไรเลยเพียงแต่นำเหล็กแต่ละชิ้นมาใช้ได้เลยตามขนาดของมีดที่จะตีเริ่มจากเบอร์ 0 ซึ่งเป็นมีดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ถัดมาเป็นเบอร์ 1 เบอร์ 2 เบอร์ 3 เบอร์ 4 และเบอร์ 5 ซึ่งเป็นขนาดเล็กที่สุด
ส่วนเหล็กแหนบคนงานก็จะตัดออกเป็นท่อนๆตามขนาดของมีดที่จะตีเช่นเดียวกัน ปกติเหล็กแหนบ1แผ่นจะผ่าออกเป็น 2ชิ้นหรือ2 เล่ม แต่ถ้าแผ่นใหญ่มากๆก็จะได้มีดถึง 4 – 5 เล่ม
ส่วนเหล็กประเภทอื่น เช่น จานรถไถนา คนงานก็จะตัดออกเป็นชิ้นๆตามต้องการ เหล็กท่อนกลมซึ่งจะตัดใช้ทำบ้องก็จะตัดตามขนาดเช่นเดียวกัน เหล็กแผ่นก็เช่นเดียวกัน คนงานก็จะตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆเป็นรูปสามเหลี่ยมเหล็กบางครั้งอาจจะมีส่วนเกินในการใช้งานจึงจำเป็นต้องตัดออกในขณะที่ขึ้นบ้องและขึ้นรูปตัวมีดนั้นคนงานจะใช้เหล็กผ่าตัดแต่ถ้าเป็นการเตรียมเหล็กตัดเป็นท่อนๆนั้นจะใช้เครื่องตัดเหล็กอัตโนมัติ
การขึ้นบ้อง
ปัจจุบันการขึ้นบ้องจะใช้วิธีการสองแบบคือ
1. ใช้เหล็กแผ่นเดียวทั้งขึ้นบ้องและตีแผ่เป็นตัวมีด
2. ใช้เหล็ก 2 ชิ้นดังได้กล่าวมาแล้วมาเชื่อมต่อกันแล้วตีขึ้นบ้องอีกด้าน
1. ใช้เหล็กแผ่นเดียว
เป็นการขึ้นบ้องแบบสมัยก่อน คือเมื่อคนงานตัดเหล็กเป็นท่อนได้ขนาดตามต้องการก็จะตีด้านใดด้านหนึ่งขึ้นบ้องเลย การตีแผ่และขึ้นบ้องนี้จะใช้เวลาเผาเหล็กราว 4 – 5 ครั้ง
2.ใช้เหล็ก 2 ชิ้น
รูปแบบที่สองจะต่างกับรูปแบบที่สองโดยคนงานจะไม่ใช้เหล็กสำเร็จรูปหรือเหล็กแหนบแต่จะใช้เหล็กกลม เหล็กกลมนี้เป็นท่อเหล็กกลวงเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/2,1นิ้ว ต้ดออกขนาดยาว 10 เซ็นติเมตร คนงานจะเชื่อมเข้าด้วยกัน การขึ้นบ้องวิธีนี้จะสะดวกรวดเร็ว ประหยัดแรงงานและถ่าน แต่วิธีนี้ความทนทานจะน้อยกว่าวิธีแรกเพราะบ้องจะหัก บิ่นง่าย
เมื่อตัดเหล็กเสร็จก็จะส่งส่วนที่ตัดนั้นไปยังคนงานที่ตีเพื่อขึ้นบ้อง โดยจะรีดบ้องออกให้แผ่ขยายออกประมาณ 2.5 ถึง 3 นิ้วเมื่อรีดเ้ป็นแผ่นแล้วก็จะใช้ค้อนและโดะเพื่อให้บ้องนั้นกลม คนงานจะขึ้นบ้องให้ได้หลายๆบ้องเป็น 40 – 50 บ้องจึงจะตีขึ้นรูปมีด

การตีเป็นตัวมีดหรือขึ้นรูป
เมื่อขึ้นบ้องเสร็จแล้วคนงานก็จะนำไปตีเป็นตัวมีดหรือขึ้นรูปต่อไป การตีเป็นตัวมีดนายช่างคนแรกจะเป็นส่วนสำคัญในการตีเพราะสามารถวินิจฉัยว่าจะตีแผ่ออกไปกว้างขนาดไหน ตรงไหนควรตัดออก ตรงควรให้หนา หรือบาง ลูกน้องจะตีตามที่นายช่างตี อุปกรณ์ที่ใช้ตีขึ้นรูปจะใช้ทั้งค้อนเล็ก ค้อนใหญ่ เหล็กผ่า โดะ ตะหมัง ที่โค้งหัวมีดหรือส่วนที่เกี่ยวข้อง เมื่อตีได้ตามต้องการแล้วก็จะส่งให้ฝ่ายลับต่อไป
การลับ
การลับเป็นขั้นตอนต่อไป การลับในสมัยก่อนจะใช้ตะไบจากต่างประเทศ เช่นจากประเทศอังกฤษ เยอรมันนี เท่าที่ผู้เขียนจำได้จะมียี่ห้อ นิโคลสัน ตราตา ตราตะไบไขว้ เป็นต้น ยี่ห้อที่กล่าวมานี้ใช้งานคงทน ใช้ได้นาน คม
เมื่อหมดอายุการใช้งานหรือลับได้ไม่ค่อยคมแล้วสามารถนำมาตีเป็นมีดต่อไปได้อีก การใช้ตะไบลับปัจจุบันเลิกใช้แล้วเพราะกว่าจะได้สักเล่มต้องใช้เวลาหลายนาที ค่าแรงก็แพง
ปัจจุบันใช้เครื่องลับที่เป็นเครื่องยนต์ เครื่องลับมี2 แบบ คือแบบเคลื่อนที่ใช้มือจับ โดยจะใช้เครื่องจับซึ่งเรียกว่า “กรามช้าง” จับไว้กับที่แล้วใช้เครื่องลับลับไปมา อีกแบบหนึ่งเป็นแบบถาวรติดตั้งอยู่กับที่ แบบนี้ผู้ลับจะถือมีดเคลื่อนไหวลับไปลับมา
ทั้ง 2 แบบสรุปได้ว่าต่างกันคือแบบเคลื่อนที่ มีดจะอยู่กับที่ ส่วนอีกแบบตัวมีดจะเคลื่อนไหวไปมา
การชุบ
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการตีมีดก็คือการชุบ การชุบคือการทำให้คมมีดแข็งแกร่ง คมกริบ ไม่บิ่น หัก งอ เวลาใช้งาน การชุบคือการเผาคมมีดให้แดงแล้วเอาไปจุ่มน้ำอย่างรวดเร็ว จุ่ม 2 – 3 ครั้งแล้วเอาผึ่งลมไว้เพื่อให้สะเด็ดน้ำ เพราะถ้าไม่สะเด็ดน้ำก็จะทำให้เกิดอ๊อกไวด์(สนิม)ได้
คนงานที่มีหน้าที่ในการชุบให้ได้มาตรฐานแต่ละโรงงานนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ชำนาญในการชุบ มีเพียง 1 คนหรือ 2 คนเท่านั้น การชุบจะต้องใช้ความชำนาญ การสังเกตว่าอุณหภูมิได้ที่หรือยังเพราะถ้าอุณหภูมิสูงเกินไป (80-100 องศาเซลเซียส)เหล็กก็จะละลาย เวลาชุบคมมีดจะบิ่น หักงอ แม้ว่าแต่ละโรงงานจะมีผู้ที่ชำนาญในการชุบเก่งเพียงใดก็ตามก็ยังปรากฏว่ามีดที่ชุบก็ยังบิ่น หักงอบ่อยๆ น้ำทั่ใช้ชุบจะต้องเป็นน้ำเย็นปกติเสมอ การใช้น้ำครั้งเดียวชุบหลายๆครั้งคมมีดจะไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร เวลาชุบจึงต้องเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ
การตกแต่ง
มีดที่ชุบและตากให้สะเด็ดน้ำแล้วถือว่าจบกระบวนการตีมีด แต่เนื่องจากโรงงานต้องส่งออกไปจำหน่ายยังท้องตลาดซึ่งมีการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงต้องตกแต่งผลิดภัณฑ์ให้สวยงามเป็นที่สนใจของลูกค้า อันดับแรกคือตัวมีดจะต้องนำมาทาสี โดยเฉพาะที่คมมีดนิยมทาสีขาว ตัวมีด บ้องมีดทาสีดำ จากนั้นบางทีก็จะใส่ด้ามเพื่อความสะดวกของลูกค้าไม่ต้องนำไปใส่ด้ามอีก แล้วตัวมีดก็จะใส่ซองกระดาษบอกแหล่งที่มา บรรจุใส่กล่องส่งไปยังลูกค้า
……………………………….


ตัดเหล็กแผ่นเพื่อทำบ้องมีด


เหล็กกลมใช้ทำบ้องกับเหล็กแผ่นที่ทำตัวมีด นำมาเชื่อมเข้าด้วยกัน


 

สูบลม แบบสมัยก่อน จะมีมือจับ ด้านปลายจะมีกระดาษตัดซ้อนกันหลายชั้นสำหรับอัดลม


 

เครื่องลับมีดแบบมือถือ



เหล็กกลมและเหล็กสำเร็จรูป(เหล็กมัด)



เหล็กแผ่นตัดเป็นชิ้นๆใช้ทำจอบ




ด้ามมีดตัดทะลายปาล์ม

คมมีดตัดทะลายปาล์ม

นำมาประกอบกัน



เชื่อมคมมีดและด้ามเหล็กตัดทะลายปาล์ม



การตีขึ้นรูป คนซ้ายมือเป็นนายช่างมือ 1 ขวามือนายช่างมือ 2

ใช้โดะตกแต่งบ้อง



ถ่านไม้เคี่ยม



กระสอบบรรจุถ่านไม้เคี่ยม



ก้อนโตเป็นถ่านลิกไนต์ ก้อนเล็กถ่านไม้เคี่ยม



เหล็กข้ออ้อยใช้ทำด้ามมีดกรีดยาง



ตะไบลับมีด


การชุบที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้คมมีดบิ่น หัก แหว่ง

มีดลับเสร็จแล้ว รอชุบ

มีดที่ชุบแล้ว แขวนไว้เพื่อให้น้ำระเหยให้หมด



อุปกรณ์ตกแต่งตัวมีดเมื่อชุบเสร็จแล้ว

ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรนำมากล่าวถึง คือการตีมีดกรีดยางและกรรไกรหนีบหมากโดยเฉพาะมีดกรีดยางเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โรงงานที่ตีมีดกรีดยางได้คม คุณภาพดีก็แทบจะผลิตไม่ทัน
มีดกรีดยาง
การผลิตไม่ได้มีกรรมวิธีซับซ้อนแต่อย่างใดผิดกับกรรไกรหนีบหมากจะซับซ้อนกว่า ขั้นตอนมีดังนี้
1.การตัดเหล็กทำบ้องด้ามจับ
ในการทำบ้องมีวิธีการทำ 2 แบบ คือ
ก  แบบมีบ้อง
ข แบบด้ามจับ
แบบมีบ้องการตัดเหล็กแบบเดียวกับตัดเหล็กทำบ้องของมีด คือตัดออกเป็นท่อนๆใช้เหล็ก 2 แบบ คือแบบเหล็กท่อนกลมและเหล็กฉากทรงสี่เหลี่ยม ในที่นี้จะกล่าวถึงเหล็กทรงสี่เหลี่ยม เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ยาว 6 เมตร
แบบด้ามจับ ใช้เหล็กข้ออ้อยตัดออกเป็นท่อนๆเช่นเดียวกัน
ในการตัดเหล็กทั้งแบบด้ามจับและแบบมีบ้องจะนำไปเชื่อมกับเหล็กที่ตัดไว้แล้วสำหรับขึ้นรูปและตีเพื่อขึ้นรูปต่อไป จากนั้นก็นำไปลับและชุบ แล้วตกแต่าให้สวยงามนำไปจำหน่ายต่อไป
สำหรับด้ามนั้นอาจจะสั้น ยาวไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับท้องถิ่นเป็นหลัก มีดที่ตีส่งไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือรูปร่างจะใหญ่ ด้ามยาว
มีดบางเล่มจะใช้เหล็กเชื่อมกันสามท่อน ท่อนแรกเป็นเหล็กกลม ท่อนที่สองเป็นเหล็กข้ออ้อย ท่อนที่สามเป็นตัวมีด หริออาจจะสลับกันก็ได้ มีดบางเล่มใช้เหล็กฉากสี่เหลี่ยมท่อนเดียว

อันกลางเป็นตัวมีดกรีดยางเอามาเชื่อมกับเหล็กท่อนยาวอันบนเชื่อมกันแล้ว


ด้ามใช้ท่อพีวีซีท่อนเดียว



ใช้เหล็กสองท่อนเหล็กกลมและเหล็กข้ออ้อยทำเป็นด้าม



ใข้เหล็กกลมและเหล็กฉากสี่เหลี่ยม ในภาพเป็นตรา 55

……………………………………………………………………………………….
กรรไกรหนีบหมาก
ปัจจุบันความนิยมลดน้อยลงไปตามวิวัฒนาการของสังคม เพราะแทบจะหาคนกินหมากไม่ได้เลยแต่นำมาอธิบายเพื่อเป็นความรู้เหล็กที่ใช้ ใช้เหล็กแหนบเพราะจะคมกว่า

วิธีประกอบเข้าด้วยกัน


สดงให้เห็นวิธีตีมีดหนีบหมากซึ่งแยกตีเป็น2ท่อน


 ตกแต่งจงอยจงอยปลาย

 

ส่หมุดระหว่าง 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน

…………………………………………………………………………………………………

บทที่ 7 การจำหน่าย
มีดที่ตีเสร็จแล้วจะส่งไปจำหน่ายภายในจังหวัดตรัง ทั้งในอำเภอเมืองตรังและอำเภอต่างๆ รวมทั้งส่งไปขายยังต่างจังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้และจังหวัดอื่นๆด้วย ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยมาซื้อจากโรงงานเลยทีเดียวโดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ เช่น โรงงานของนายประเวช ชิตจันทร์ โรงงานของนายจรูญ สีผม เป็นต้น เพราะในบางช่วงมีดที่ตีป้อนตลาดจะผลิตไม่ทัน ลูกค้าจึงมาซื้อที่โรงงาน
มีดเฉพาะท้องถิ่นเช่น มีดเบตง มีดภูเก็ตก็จะส่งไปยังจังหวัดนั้นๆเพราะล้กษณะ รูปแบบเป็นมีดเฉพาะที่

………………………………………………………………………………………………..
บทที่ 8 ปัญหาและอุปสรรค
การตีมีดในปัจจุบันมีปัฆาและอุปสรรคซึ่งนับวันจะเป็นปัญหาที่แก้ค่อนข้างลำบาก คือ
1. ขาดแคลนแรงงาน
2. ขาดแคลนถ่าน
คนงานที่มีอยู่ในปัจจุบันทุกโรงงานคือ นายช่างตีเหล็กมักจะเป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปโดยประมาณ บางโรงงานมีอายุ 60 ปีขึ้นไปก็มี ซึ่งคนมีอายุเหล่านี้เรี่ยวแรงก็มักถอยลง ส่วนคนที่กำลัง แรงงงานถดถอยบางคนเลิกตีไปเลยก็มี ส่วนคนรุ่นหนุ่มก็ไม่สนใจที่จะสืบทอดความรู้และรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้ อีกทั้งการตีมีดเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างหนัก คนรุ่นใหม่มักจะทนต่องานหนักไม่ไหว บางโรงงานหรือบางแห่งต้องปิดโรงงานเพราะหาแรงงานไม่ได้
ขาดแคลนถ่าน ดังที่กล่าวมาแล้ว เชื้อเพลิงที่สำคัญในการตีมีดคือ ถ่านและต้องเป็นถ่านไม้เคี่ยมอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนไม้อื่นใช้ไม่ได้ เมื่อก่อนสามารถหาวัตถุดิบจากใกล้ๆบ้านได้ ปัจจุบันวัตถุดิบนี้ถูกนำมาใช้จนหมดไป กอร์ปทั้งการทำสวนยางพาราและสวนปาล์มตอไม้เคี่ยมเหล่านี้ถูกไถ ขุดราก ถอนโคนหมด ปัจจุบันถ่านไม้เคี่ยมต้องนำมาจากจังหวัดกระบี่เสียเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากหายากจึงทำให้ราคาถ่านไม้เคี่ยมมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งโรงงานต้องหยุดตีมีดเพราะขาดแคลนถ่านก็เคยมี
เคยมีการนำเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนคือ ถ่านลิกไนต์มาใช้แต่มีปัญหาก็คือ ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ถ่านลิกไนต์เมื่อติดไฟแล้วจะติดในอุณหภูมิเท่าเดิมหรือมากกว่า ทำให้สิ้นเปลืองมาก และเหล็กเก็บความร้อนเกินละลาย หลอมเหลวง่าย
…………………………………………………………………………………………………………

แบบทดสอบหลังเรียน
 
คำสั่ง ให้กาเครื่องหมาย / ที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
 
1. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
     ก  มีดมีสองแบบคือห้วตัดกับหัวงอ   
     ข  ถ่านที่ใช้คือถ่านไม้โกงกางกับไม้ยางพารา
     ค  การใช้ความร้อนตีมีดใช้สูเครื่องเป่าลมไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
     ง  การลับมีดใช้เครื่องลับมีดแบบเคลื่อนที่ดีกว่าแบบติดอยู่กับที่
 
2. มีดพร้านาป้อมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด
     ก  ภาคกลาง   ข  ภาคใต้   ค  ิภาคเหนทอ   ง   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. การตีมีดเริ่มมาตั้งแต่สมัยใด
     ก  อยุธยาตอนต้น  ข  สุโขทัย  ค  รัตนโกสินทร์ตอนปลาย  ง  อยุธยาตอนปลาย
4. ผลผลิตข้อใดไม่ใช่ผลผลิตจากโรงตีมีด
     ก  จอบ   ข  ค้อน   ค ตะขอเกี่ยวกระเบื้อง  ง  เสียม
5. เหล็กชนิดใดใช้เวลาตีนานที่สุด
     ก   เหล็กแผ่น   ข  เหล็กมัด  ค  เหล็กรางรถไฟ   ง  จานรถไถนา
6. ถ่นที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงนำมาจากไม้อะไร
     ก  ไม้โกงกาง   ไม้พยอม   ค   ไม้เคี่ยม  ง   ไม้ยางพารา
7. เหล็กแหนบคือเหล็กอย่างไร
     ก  แหนบรถกะบะ   ข  แหนบรถสิบล้อ  ค  แหนบรถบรรทุก  ง  แหนบรถไถนา
8. การชุบใช้น้ำอย่างไร
     ก น้ำอุ่น   ข น้ำร้อน   ค  น้ำมัน   ง  น้ำเย็น
9. ธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเหล็ก
     ก  คาร์บอน   ข   นิเกิล   ค  ซิลิคอน  ง  แมงกานีส
10. ขั้นตอนสุดท้ายของการตีเหล็กคือขั้นตอนใด
     ก   ชุบ    ข   ลับ    ค   ขึ้นบ้อง   ง  ตัดเหล็ก
………………………………………………………………………………………………….
เฉลย:  ก  ข้อ 7  ข้อ 9  ข้อ 10
          ข  ข้อ 2
          ค  ข้อ 4  ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 1
          ง  ข้อ 3  ข้อ 8
……………………………………………………………………………………………………

        – บรรณานุกรม

 

http://board.trekkingthai.com/board/show.php?forum_id=75&topic_no=196616&topic_id=199119
http://www.sfsa.org/sfsa/pubs/cvf/ecs.php
http://www.cartech.com/ssalloysprod.aspx?id=2670

http://www.kalyanicarpenter.com/x45crsi93-vs.htm
http://www.oss.co.th/index.php?optio…d=27&Itemid=26
WWW.KHUANPRING.GO.TH // CDATA[
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
cw-stainless.com/index.aspx?pid=376e536a-8afc-4f32-8f12-d4e4a5e37012
http://www.sm-eng.com/material2.htm
http://www.maxsteelthai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=112%3A-steel-metallurgy&catid=42&lang=th
http://th.wikipedia.org/wiki/
http://thai-knife.com/archives/2900
basicindustrialmaterials.blogspot.com/2011/11/2_01.html
T
hai Tambon.com

http://www.nanagarden.com

เอกสารประกอบการมีดพร้านาป้อ เอกสารโเนียว วันใหม่ ชิตจันทร์,นาย 14 หน้า
………………………………………………………………………………………………………

ภาคผนวก (เหล็ก ภาคพิสดาร)

เหล็กเป็นคำที่คนไทยทั่วไปนิยมใช้เรียกเหมารวมกันหมายถึง เหล็ก(iron)และเหล็กกล้า ( steel) วึ่งในความเป็นจริงวัตถุทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกันหลายประการ ธาตุเหล็กนั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ fe ประโยชน์ของเหล็กนั้นมีมากมายหลายประการ ใช้ในโดรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การทำเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันทุกขณะ

ผลิตภัณฑ์จากเหล็กโดยทั่วไปแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้
1. ยานยนต์     2. การก่อสร้าง       3. ภาชนะบรรจุภัณฑ์   4. เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
5. การขนส่งทางรถไฟ  6. อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ  7. อุปกรณ์ไฟฟ้า  8. เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัว
ธาตุเหล็กนับว่ามีความสำคัญมากในปัจจุบัน ซึ่งธาตุนี้มีมากเป็นอันดับ 2 รองจากรองมาจากอลูมิเนียม

(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
คุณสมบัติของเหล็ก
แบ่งเป็นคุณสมบัติเชิงกลและคุณสมบัติทางเคมี
คุณสมบัติเชิงกล

เหล็กเป็นโลหะสีเงิน สีขาวหรือสีเทา เป็นเงา วิธีการหล่อสามารถใช้ค้อนทุบเป็นแผ่นบางๆได้ และยังสามารถยืดได้ เหล็กมีความต้านทานแรงดึงสูงมาก อีกทั้งยังนำไฟฟ้า นำความร้อนได้ดีอีกด้วยและยังสามารถใช้ประโยชน์ต่างๆได้มากมาย แต่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดชองเหล็กนั้นคือสามารถหล่อแล้วขึ้นรูปใหม่ได้และยังมีความทนทานที่ยอดเยี่ยม นอกจากนั้นเหล็กยังสามารถใช้ในการโค้งงอ ม้วนดัดเป็นรูปร่างแบบและอื่นๆเพื่อนำเพื่อนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

คุณสมบัติทางเคมี

เหล็กเป็นโลหะที่ใช้งานมาก เมื่อเหล็กรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศขึ้นผลิตภัณฑ์ของปฏิกิริยานี้ จะเกิดเป็นเหล็กอ๊อกไซด์ เป็นที่รู้จักกันก็คือ สนิมนั้นเอง เหล็กยังทำปฏิกิริยากับน้ำร้อนได้ดีและไอน้ำในการผลิตก๊าซไฮโดรเจน นอกจากนี้ยังละลายในกรดได้ดีที่สุดและทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมาย
คุณสมบัติทางเคมี

คุณภาพของเหล็กที่ดี

เหล็กที่ใช้ทำมีดคุณภาพจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่นชนิดของเหล็ก ส่วนผสมของ ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในเนื้อเหล็ก ความหนาบางของคมมีด การลับ การชุบ อุณหภูมิของการชุบ ความชำนาญของ ผู้ชุบล้วนแต่มีผลต่อคุณภาพของมีดทั้งสิ้น ส่วนประกอบที่สำคัญคือ แร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในเนื้อเหล็ก ธาตุที่สำคัญที่สุดคือ คาร์บอน (ในทางวิชาการถือว่า ส่วนผสมของคาร์บอนจะต้องไม่เกิน 2.0 %)
คาร์บอนเป็นตัวที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ให้รู้ว่า เหล็กชนิดนั้นๆมีคุณสมบัติอย่างไร เช่น แข็ง เหนียว เปราะ
บาง ขึ้นรูปยาก ง่าย คมมีดคมกริบ หรือทื่อ บิดเบี้ยวได้ง่าย นานๆจึงจะลับสักครั้ง หรือใช้ไปลับไป เป็นต้น
ส่วนประกอบอื่นๆที่สำคัญที่อยู่ในเนื้อเหล็ก คือธาตุแต่ละธาตุที่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของเหล็กทั้งสิ้น โดยมาตรฐานส่วนใหญ่จะใช้ธาตุหลัก ๆ อยู่ 5 ธาตุในการพิจารณา คือ คาร์บอน, ซิลิกอน, แมงกานีส, ซัลเฟอร์, ฟอสฟอรัส

คาร์บอน (Carbon, C)

–    เป็นธาตุหลักที่มีผลโดยตรงต่อคุณสมบัติเหล็ก การเปลี่ยนแปลงปริมาณของคาร์บอนที่ผสมอยู่ในเหล็กจะทำให้อุณหภูมิหลอมเหลวของเหล็กเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากกราฟ Phase Equilibrium Diagram

–    ในขณะที่ปริมาณของธาตุคาร์บอนเพิ่มขึ้น ค่าความแข็งแรง (Strength), ค่าความแข็ง (Hardness) และค่าความต้านทานการสึกหรอ (Wear Resistance) ของเหล็กจะเพิ่มขึ้นด้วย แต่อัตราการยืด (Elongation) จะลดลง

ซิลิกอน (Silicon, Si)

–    เมื่อปริมาณของธาตุซิลิกอนมีมากกว่า 0.25% จะมีผลต่อค่าความแข็งแรงและค่าความสามารถในการอบชุบแข็ง ปริมาณซิลิกอนที่สูงขึ้น อาจทำให้เกิดผิวเหล็กที่มีความขรุขระไม่เรียบ ไม่ลื่น

–    ธาตุซิลิกอน เป็นธาตุที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการชุบสังกะสี (Galvanizing) โดยปริมาณซิลิกอนที่เหมาะสมสำหรับการชุบสังกะสี คือ < 0.03% และ 0.14 – 0.25%

–    ธาตุซิลิกอน ใช้เป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิไดซิ่ง (Oxidizing) ทำให้เหล็กแข็งแรงและทนทานต่อการเสียดสีได้ดีขึ้น เพิ่มค่าแรงดึงที่จุดคราก (Yield Point) ของเหล็กให้สูงขึ้นมาก

แมงกานีส (Manganese, Mn)

–    แมงกานีส ใช้เป็นตัวไล่กำมะถัน (S) ซึ่งเป็นตัวที่ไม่ต้องการในเนื้อเหล็ก จะถูกกำจัดออกในขณะหลอม ทำให้เหล็กอบชุบแข็งง่ายขึ้น

–    ช่วยเพิ่มค่าความเค้นที่จุดคราก (Yield Strength) เมื่อปริมาณของแมงกานีสในเนื้อเหล็กเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคาร์บอนแล้วแมงกานีสจะมีส่วนในการช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเหล็กเป็นอัตราส่วน 1/6 เท่าของคาร์บอน

–    แมงกานีสสามารถที่จะไปรวมตัวกับซัลเฟอร์ เกิดเป็นแมงกานีลซัลไฟด์ในเนื้อเหล็กได้ ซึ่งจะไปทำลายคุณสมบัติทางกลของเหล็ก ทำให้เกิดรอยแตกที่ผิว

ซัลเฟอร์ (Sulphur, S)

–    ซัลเฟอร์ เป็นธาตุที่ไม่ต้องการให้มีในเหล็ก เนื่องจากเป็นตัวที่ทำให้ค่าความแข็งแกร่งของเหล็กลดลงและยังสามารถทำให้เกิดรอยแตกในเหล็กได้อีกด้วย

ฟอสฟอรัส (Phosphorus, P)

–    ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่ไม่ต้องการให้มีอยู่ในเหล็ก สามารถกำจัดออกได้โดยขบวนการ Electric Arc Furnace

–    ฟอสฟอรัส ทำให้เหล็กเปราะและง่ายต่อการเกิดรอยแตก

–    การเจาะจงใส่ฟอสฟอรัสในเหล็กบางครั้ง ก็เพื่อต้องการเพิ่มความแข็งแรง เพิ่มความสามารถในการกลึง ใส กัด เจาะ (Machinability) เพิ่มความสามารถในการทำสี
นอกจากนั้นอาจมีแร่ธาตุอื่นๆปนอยู่ด้วยเช่น

อลูมิเนียม (Aluminium, Al)

–    อลูมิเนียม เป็นตัวลดปริมาณออกซิเจนในน้ำเหล็กได้อย่างมากที่สุด (Al-Killed Steel)

–    อลูมิเนียม สามารถรวมตัวกับธาตุไนโตรเจนเกิดเป็น AIN ซึ่งมีคุณสมบัติเปราะมาก อาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวในการหล่อได้

โครเมียม (Chromium, Cr)

–    โครเมียม ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านความต้านทานการกัดกร่อน

–    โครเมียม ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านความต้านทานการสึกหรอ

–    โครเมียม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเหล็กกล้า

นิกเกิล (Nickel, Ni)

–    นิกเกิล ช่วยเพิ่มความแข็งแรง, ความแข็ง, ความแกร่ง (Toughness) และความต้านทานการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิมง่าย ทนความร้อน

–    นิกเกิล สามารถช่วยลดผลร้ายของทองแดงที่มีต่อเหล็กกล้าได้ โดยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายของทองแดงในเกรนเหล็กให้มากขึ้น ทำให้ไม่เกิดทองแดงบริสุทธิ์ตกตะกอนอยู่ตามขอบเกรน

–    นิกเกิลไม่สามารถขจัดออกได้ในขั้นตอนการผลิตเหล็กกล้า

ทองแดง (Copper, Cu)

–    ทองแดง เป็นธาตุที่ไม่สามารถขจัดออกได้ในขั้นตอนการทำ Steel Making

–    ระบบการผลิตที่ใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบสามารถลดปริมาณทองแดงในเหล็กได้โดยการคัดเลือกชนิดของเศษเหล็กผสมกัน

–    ในแง่ลบของทองแดงทำให้เกิดรอยแตกเล็ก ๆ (Fissure Crack) และการแตกที่ขอบของเหล็ก (Edge Crack)

–    ในแง่บวกของทองแดงจะช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนของเหล็กกล้า (Corrosion Resistance)

ไนโอเบียม (Niobium, Nb)

–    ไนโอเบียม ทำหน้าที่เหมือนวาเนเดียม คือ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความต้านทานการสึกหรอ โดยทำให้เม็ดเกรนของเหล็กกล้ามีขนาดเล็ก

ไทเทเนียม (Titanium, Ti)

–    ไทเทเนียม สามารถเพิ่มความแข็งแรงได้อย่างมากในเหล็กกล้า โดยไทเทเนียมจะไปจับตัวกับคาร์บอนเกิดเป็นสารประกอบคาร์ไบด์ เป็นธาตุผสมที่สำคัญในเหล็กสเตนเลส เพื่อป้องกันการผุกร่อนตามขอบเกรน นอกจากนั้น ไทเทเนียมยังช่วยทำให้เหล็กมีเกรนละเอียด

วาเนเดียม (Vanadium, V)

–    การเพิ่มวาเนเดียมลงในเหล็กกล้า เพื่อต้องการเพิ่มความแข็งแรง โดยทำให้เม็ดเกรนของเหล็กกล้ามีขนาดเล็กลง

–    สามารถเพิ่มความต้านทานการสึกหรอของเหล็กกล้า และทำให้เหล็กทนต่อความร้อนได้ดี

ดีบุก (Tin, Sn)

–    ดีบุกทำให้เหล็กกล้าเปราะและแตกได้ง่าย

–    ไม่สามารถขจัดออกจากเหล็กกล้าได้

–    แหล่งที่มาของดีบุกในเหล็กกล้าที่มาจากขบวนการผลิตแบบใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ คือ กระป๋องน้ำอัดลม, กระป๋องต่าง ๆ ที่เคลือบด้วยดีบุก

โมลิบดินัม (Molybdeum, Mo)

–    โมลิบดินัม ไม่สามารถถูกขจัดออกได้ในขั้นตอนการผลิตเหล็กกล้า

–    โมลิบดินัม ช่วยเพิ่มความแข็งและความแข็งแรงให้กับเหล็กกล้า

ประเภทของเหล็ก
เหล็กบริสุทธิ์( iron) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. เหล็กกล้าหรือเหล็กกล้าคาร์บอน
2.เหล็กหล่อ
3. เหล็กกล้าผสม

หล็กกล้าหรือเหล็กกล้าคาร์บอน(Carbon Steel ) หมายถึงเหล็กที่มีธาตุคาร์บอนไม่เกิน 2 % แต่ยังมีธาตุอื่นผสมอยู่ด้วย (เรียกว่าธาตุเจือปน เช่นซิลิคอน กำมะถัน แมงกานีส ฟอสฟอรัส (ปริมาณของธาตุคาร์บอนในเหล็กมีความสำคัญต่อการแข็งแรงและความอ่อนตัว)
เหล็กกล้าคาร์บอนแบ่งเป็น 3 ประเภท
ก. เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนไม่เกิน 0. 2 %
ข เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง มีคาร์บอนมากกว่า 0.2 % แต่ไม่เกิน 0.5 %
ค. เล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนมากกว่า 0.5 % แต่ไม่เกิน 2 % (เป็นเปอร์เซนต์โดยน้ำหนัก)
เหล็กหล่อ หมายถึงเหล็กที่มีธาตุคาร์บอนมากกว่า 2% แต่ไม่เกิน 4 % ยังมีธาตุอื่นผสมอยู่ด้วย
(เรียกว่าธาตุเจือปน) เช่น ซิลิคอน กำมะถัน แมงกานีส ฟอสฟอรัส
หล็กกล้าผสม หมายถึง เหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมเพิ่มเติม เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ เช่น
ความสามารถในการชุบแข็ง เพิ่มคุณสมบัติต้านทานการสึกหรอ ความต้านทานต่อการกัดกร่อน ความทนทาน
ต่ออุณหภูมิสูงและอื่นๆ

เหล็กกล้าผสมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ก เหล็กกล้าผสมต่ำ
ข เหล็กกล้าผสมสูง
เหล็กกล้าผสมต่ำ หมายถึงเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมอยู่ในปริมาณไม่เกิน 10 % เช่นเหล็กแข็งทนไฟ
เหล็กกล้าผสมสูง หมายถึงเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมอยู่เกิน 10 % เช่น เหล็กแข็งชุบเย็น

เหล็กมีความแข็งและความแข็งแรงได้อย่างไร
ในเหล็กกล้ามีสารประกอบบางส่วน (เกิดจากธาตุที่ผสมรวมกับคาร์บอน เช่น ทังสเตน วาเนเดียม โมลิบดินัม )

ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านความแข็งแรงและความแข็งของเหล็กกล้า โดยเฉพาะทำให้เหล็กกล้าทนต่อ
การสึกหรอและเสียดสี

คาร์บอนอยู่ในเหล็กได้อย่างไร
1. รวมกับเหล็กเป็นสารละลายของแข็ง 0.008 % C ที่อุณหภูมิปกติ (เป็นผลึกที่มีความแข็งไม่มาก ตะไป(ลับ)
ได้ง่าย
2. รวมกับเหล็กเป็นสารประกอบ 6.67 % C ที่อุณหภูมิปกติ (เป็นผลึกที่มีความแข็งมาก ตะไบยากมาก

เหล็กแหนบ

หมายถึงเหล็กที่นำมาจากแหนบรถยนต์ ซึ่งแหนบของรถกะบะนั่นเอง ส่วนแหนบของรถ 10 ล้อ ขึ้นไปไม่
นิยมใช้เพราะเป็นเหล็กหนาเสียเวลาในการตีรีดให้เป็นแผ่นบางๆ มีดที่ตีจากเหล็กชนิดนี้มีคุณภาพดีที่สุด (ระหว่างเหล็กสำร็จรูปจากโรงงานกับเหล็กแหนบ) คมมีดแข็ง
ไม่บิ่น หักงอง่ายเวลาใช้งานแต่ใช้เวลาในการตีนานกว่าชนิดอื่น
ดังนั้นราคาก็ย่อมแพงตามไปด้วยเหล็กชนิดนี้ไม่มีขนาดตายตัว มีหลายขนาดตามยี่ห้อและลักษณะรถ
เหล็กแหนบสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มพวกเหล็กคาร์บอนล้วน (ประมาณ AISI 1080) ของรถออฟโร้ดรุ่นดึกดำบรรพ์ และเหล็กอัลลอยต่ำ (ตระกูล AISI 5160) หรือเหล็กที่มีส่วนผสมอื่นๆที่มีสมบัติเชิงกลใกล้เคียงกัน แต่เนื่องจากเมื่อทำเป็นมีดแล้วเหล็กแต่ละชนิดจะมีสมบัติต่างกันเล็กน้อย

เหล็กแบบเชิงวิชาการ เป็นการแบ่งชนิดของเหล็กโดยนักวิชาการ

การเรียกชื่อในนัยนี้แบ่งออกเป็น 12 แบบ คือ
1. เหล็กหัวสี เช่นเหล็กแดง หัวสีน้ำเงิน
2. เหล็กสปริง
3. เหล็กตะไบ
4.เหล็กเพลาข้อเหวี่ยง
5.เหล็กใบเลื่อยตัดหิน
6. เหล็กกลุ่มลูกปืนหรือตลับลูกปืน
7. เหล็กHSS หรือเหล็กเครื่องมือความเร็วสูง
8. เหล็กแม่พิมพ์ เหล็กต๊าปเกลียว
9. เหล็กรางรถไฟ
10. หมุดยึดรางรถไฟ หรือเหล็กยอดนิยม
11. เหล็กโครงเลื่อยยนต์ เลื่อยสายพาน
12. เหล็กก้านวาวล์

ในเชิงวิชาการจะกล่าวถึงส่วนผสมที่เป็นธาตุคาร์บอนเป็นหลักสำคัญ ชนิดของเหล็กขึ้นอยู่กับคาร์บอนที่เติมลงไปในเหล็ก แบ่งเป็นคาร์บอนต่ำ คาร์บอนกลาง และคาร์บอนสูง

( ปริมาณคาร์บอนตั้งแต่ 0.01 – 2.0 %) และจะกล่าวถึงอัลลอย อัลลอยคือธาตุที่เติมลงไป เช่น โครเมี่ยม
แมงกานีส ทังสะเตน เป็นต้น ถ้าอัลลอยต่ำหมายถึงส่วนผสมที่เติมลงไปไม่มาก
การชุบ จะมีการชุบหลายแบบเช่น ชุบแข็ง ชุบหล่อเย็น ชุบแข็งในอากาศ ชุบน้ำมัน ฯ

  1. เหล็กหัวสี เช่นเหล็กหัวแดง หัวน้ำเงิน
    เหล็กชนิดนี้มักเป็นเหล็กคาร์บอนกลาง ซึ่งมีปริมาณคาร์บอน 0.45 – 0.55 % (AISI 1040 1050) บางชนิดอาจมีการเติมอัลลอยอื่นๆเช่น Cr Mo หรือ Mn ได้แก่เหล็กหัวฟ้าและหัวเหลือง เ(AISI 4140 4340) เพื่อทำให้ชุบได้ง่ายและมีคุณสมบัติเชิงกลดีขึ้น ความแข็ง หลังการชุบ ข้อเสียของเหล็กชนิดนี้คือไม่ค่อยทนสนิม แต่เป็นที่นิยมของโรงงานตีมีดโดยทั่วไปเนื่องจากราคา
    ไม่แพง หาได้ง่ายไม่สามารถทำให้เกิดโครงสร้างแบบมาร์เทนไซต์ได้ สมบูรณ์ (การเกิดโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่สมบูรณ์ต้องใช้คาร์บอน 0.8% ขึ้นไป) แต่เหล็กในกลุ่มนี้มักเป็นที่นิยมของช่างพื้นบ้าน เนื่องจากราคาไม่แพงมาก สามารถซื้อจำนวนมากๆได้ และหาไม่ยากมาก ร้านเหล็กรูปพรรณบางร้านก็นำมาจำหน่ายด้วยเหมือนกันเพราะมีการใช้งานในภาค อุตสาหกรรมพอสมควร
  2. เหล็กสปริง
    เป็นเหล็กที่นิยมใช้กันมากของช่างพื้นบ้าน(คือนายช่างตีเหล็กหรือเจ้าของโรงงงานโดยทั่วไป)อีกชนิดหนึ่ง
    เนื่องจากปริมาณที่สูงกว่าเหล็กหัวแดง และการผสมโครเมี่ยมลงไปจึงชุบแข็งได้ดีกว่าและง่ายกว่า รวมทั้งมีช่วงที่ที่เอื้อต่อ
    ความผิดพลาดมากกว่าเหล็กชนิดอื่น เหล็กชนิดนี้เช่น เหล็กแหนบ เป็นต้น ช่างที่ไม่มีความรู้ทางด้านโลหะก็สามารถชุบให้
    ได้มีดที่มีคุณสมบัติพอใช้งานได้ไม่ยากนัก ช่างที่มีความชำนาญยิ่ิ่งสามารถ ทำให้แข็ง อ่อน เป็นสปริงได้อย่างมหัศจรรย์
    เหล็กแหนบสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มพวกเหล็กคาร์บอนล้วนและเหล็กอัลลอยต่ำ

k16

3.เหล็กตะไบ

เป็นเหล็กอีกชนิดหนึ่งที่สามารถทำมีดได้ดีมาก เนื่องจากปริมาณคาร์บอนที่สูง (0.8 -1.5 %)ทำให้สามารถชุบได้อย่างสมบูรณ์และมีคาร์ไบอีกเล็กน้อยทำให้ทนต่อการสึกหรอได้ดี ทำคมชนิดคมกริบได้ดี แต่ช่างพื้นบ้านมักไม่ค่อยนิยมเนื่องจากเหล็กตะไบเป็นของหายาก ราคาสูง และช่างที่ถนัดทำเหล็กแหนบแบบชุบน้ำ ไม่คืนไฟ ชุบออกมาแล้วแข็ง เปราะ ข้อเสียอีกอย่างคือเป็นสนิมง่ายมากๆ การทำมีดที่คมกริบเพื่อใช้ในครัวเรือนจึงดูเหมือนจะเกินความจำเป็น ในขณะที่มีดสแตนเลสอ่อนๆ ไม่คมมาก แต่ไม่เป็นสนิมกลับมักได้รับความนิยมมากกว่า ช่างพื้นบ้านจึงมักไม่ค่อนทำมีดชนิดนี้ออกมามากนัก
k22

4.. เหล็กเพลาข้อเหวี่ยง แกนหมุน
เหล็กชนิดนี้ี่เช่น เพลารถ เพลาเรือ หรือเครื่องจักรที่มีแรงบิดสูง มักเป็นอัลลอยคาร์บอนกลาง โดยมี
คาร์บอนสูง 0.8 – 1.0 % กลุ่มเหล็กหัวฟ้า หัวเหลืองซึ่งทำมีดได้ในระดับหนึ่ง แต่เพลาบางชนิดที่มีแรงบิด
ไม่สูงมาก อาจใช้เหล็กคาร์บอนกลางธรรมดาได้เหมือนกัน เหล็กน้อต สกรูว์ เช่น ประแจ ไขควง มักจะเป็น
เหล็กคาร์บอนกลาง ถ้าเครื่องมือชนิดไหนที่ใช้คาร์บอนสูงหน่อยก็จะคล้ายๆกับแหนบ ถ้าเครื่องมือที่ใช้คาร์บอนต่ำหน่อย
ก็จะคล้ายๆกับเหล็กหัวฟ้า เหล้กเครื่องมือ งานไม้ งานเหล็ก งานปูน
ที่ทนแรงกระแทก แรงบิดสูง เช่น มีดแกะ สิ่ว เหล็กสะกัด ใบกบ คีมตัดเหล็ก
k18 k19

  1. เหล็กใบเลื่อยตัดหิน
    ( ภาพจาก http://www.sangtools.com)
    ที่ใช้ในบ้านเราเป็นเหล็กคาร์บอนกลาง (ประมาณ 0.4 %) มีการเติม แมงกานีส เป็นอัลลอยหลัก (1.0-1.3%)
    และทังสะเตนลงไปด้วย ในปริมาณเล็กน้อย เนื่องจากเป็นเหล็กคาร์บอนกลาง และอัลลอยต่ำ การขึ้นรูป ชุบ จึงอาจใช้
    กระบวนการคล้ายๆกับเหล็กหัวฟ้าได้ คือขึ้นรูปที่อุณหภูมิไม่สูงมาก (730-800 องศาc) ชุบด้วยน้ำมัน ( การชุบจะกล่าว
    อย่างละเอียดว่าด้วยบทการชุบ) ที่อุณหภูมิประมาณ 800 C) ก็จะได้มีด ที่มีความคมเช่นเดียวกับมีดเหล็กแหนบหรือเหล็กหัวฟ้าทั่วไป
    k21
  2. กลุ่มเหล็กลูกปืนหรือตลับลูกปืนเป็นเหล็กที่ชุบแข็งแล้ว ทนต่อการสึกหรอได้ดี เป็นเหล็กที่ต้านสนิมได้ดีพอควร เนื้อละเอียดทำคมได้กริบมาก
    และรักษาคมได้ดี ช่างพื้นบ้านบางรายใช้เหล็กขนิดนี้ แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย อาจเป็นเพราะขึ้นรูปได้ยาก
    (แข็ง ต้องใช้อุณหภูมิสูงมาก) และหาวัสดุได้ยากมาก
    lookpun
    7. เหล็กไฮสปีด (High Speed Steel) (HSS). หรือเหล็กเครื่องมือความเร็วสูง

เป็นเหล็กที่ในปัจจุบันได้เข้ามาแทนที่เหล็กคาร์บอนเป็นเหล็กที่จัดอยู่ในกลุ่มเหล็ก สำหรับทำเครื่องมือ (Tool Steel) มีความทนทานมากกว่าเหล็กคาร์บอนมาก สามารถทนต่อความร้อน ขณะใช้งานได้ดีโดยไม่ศูนย์เสียความแข็ง คุณสมบัติข้อนี้ทำให้ เหล็ก HSS สามารถเจาะผ่านวัสดุ ได้เร็วกว่าเหล็กคาร์บอน จึงเป็นที่มาของชื่อ High Speed Steel นั่นเอง ตัวอย่าง
เช่นสว่าน มักเป็นเหล็กคาร์บอนสูงที่มีส่วนผสมของ โมลิบดินัม (Mo) และทังสเตน(W) เพื่อให้รักษาความแข็ง
ได้แม้จะมีอุณหภูมิสูง ถึงแม้ว่าการใช้งานมีดในสภาวะปกติจะไม่ได้ใช้ที่อุณหภูมิ 300 – 400 องศาC แต่ส่วนผสม
ที่เป็นอัลลอยจะช่วยป้องกันสนิม และมีความแข็งมาก ทำให้ทนต่อการสึกหรอได้ดี แต่ปัญหาของช่างคือ
การชุบที่ซับซ้อน ทำออกมาเป็นมีดที่ดีได้ยาก ประกอบกับวัตถุดิบหายากจึงไม่ค่อยมีช่างนิยมนำมาใช้ตีมีด
48255214503[1] th[7]th[5]

  1. เหล็กแม่พิมพ์ เหล็กต๊าปเกลียว

ภาพจาก http://www.b2bthai.com/
มักเป็นเหล็กคาร์บอนสูงที่ชุบอากาศหรือน้ำมัน เหล็กพวกนี้มีส่วนผสมที่เรียกว่า คาร์ไบด์สูงมาก มักต้องออก
แรงตีมาก การควบคุมอุณหภูมิตี และการชุบแข็งทำได้ยาก ยิ่งถ้าการชุบแบบพื้นบ้าน มักจะได้งานออกมาสู้การชุบแบบอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่เนื่องจากเหล็กพวกนี้ชุบแข็งได้ง่าย ถึงแม้ว่าการชุบแบบพื้นบ้านจะทำให้ดึงประสิทธิภาพของเหล็กออกมาได้ไม่ถึงที่สุด แต่ก็ได้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ (เมื่อเทียบกับเหล็กหัวแดง) ทำให้ช่างบางรายใช้เหล็กชนิดนี้อยู่บ้า
m28 m90.3

  1. เหล็กรางรถไฟ

เป็นเหล็กที่มีคาร์บอนต่างๆกัน ตั้งแต่ 0.5 – 0.9 % และมีส่วนผสมอื่น คือ โครเมี่ยม โมลิบดินัม และแมงกานีส
ผสมเพื่อให้ชุบแข็งในอากาศได้ สัดส่วนของอัลลอยจะแตกต่างกันไปตามรุ่น ปี ยี่ห้อ ฯลฯ เนื่องจากส่วนมากโรงงาน
อุตสากรรมเป็นผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ช่างทั่วไปไม่ใช้เพราะแข็ง ตียาก และจะมีขนาดของรางใหญ่มากทำให้เปลืองเวลา แรงงานและเชื้อเพลิง
m30

  1. เหล็กหมุดรางรถไฟซึ่งมักจะเป็นเหล็กคาร์บอนผสมต่างๆกันตั้งแต่ 0.2 – 0.6 % ช่างหลายคนใช้เศษเหล็กหมุดรางรถไฟทำมีด
    เนื่องจากมีคาร์บอนไม่มาก ตีดัด บิดเป็นรูปต่างๆได้ง่าย สวยงาม ขนาดหมุดพอเหมาะกับการตีมีด ได้มาแล้ว
    ตีได้เลย ไม่ต้องเลื่อย ตัด ถ้าชุบแข็งจะรักษาคมมีดได้ดีพอสมควร และที่สำคัญถ้ามีแหล่งซื้อ ราคาจะไม่สูงมาก
    ข้อเสียคือช่างบางรายเห็นช่างอื่นใช้ทำมีดได้ ก็อาจจะนึกว่าหมุดแบบไหนๆก็ใช้ได้ ทำให้มีการนำหมุดคาร์บอน
    ต่ำมาใช้ ซึ่งได้มีดที่ไม่มีคุณภาพ
    m31
  2. เหล็กโครงเลื่อยยนต์ เลื่อยสายพาน

เป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้นำมาตีมีดได้ สมบัติหลักๆคือสามารถทนต่อการสึกหรอได้ดี
และมีการให้ตัวพอสมควร จึงสามารถพบได้ตั้งแต่เหล็กอัลลอยคาร์บอนสูง ตระกูลเดียวกับตลับลูกปืนไปจน
ถึงเหล็กอัลลอยคาร์บอนกลางๆ ชุบแข็งเฉพาะผิว เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายวัสดุชนิดนี้หาได้ยาก หรือหา
ได้จำนวนน้อย โอกาสช่างที่จะได้ใช้โครงเลื่อยรุ่นใด รุ่นหนึ่งจนเกิดความชำนาญยิ่งน้อย แต่เหล็กอัลลอยคาร์บอน
สูงพวกนี้มีความแข็ง ความเหนียว เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปและอาจดีกว่าเหล็กหัวแดง ดังนั้นถ้าช่างหา
เหล็กพวกนี้ได้ก็ยังนิยมนำมาทำมีดอยู่